ข่าวประชาสัมพันธ์

ข่าวสารและกิจกรรม

makro

14 ธ.ค. 2564
“พรีเมี่ยม บีฟ” กับเส้นทางเติบโตของเอสเอ็มอีไทยก้าวไปสู่อาเซียน เคียงข้างเพื่อนคู่คิดธุรกิจอย่าง “แม็คโคร”

จากธุรกิจของคนตัวเล็ก หรือ เอสเอ็มอี วันนี้ “พรีเมี่ยม บีฟ” เติบโตขึ้นอย่างน่าปลื้มใจ หลังเดินในเส้นทางแห่งโอกาสที่มี แม็คโคร เป็นเพื่อนคู่คิด

“สุริยศักดิ์ ภูธิปฐิติพงศ์” ประธานบริษัท พรีเมี่ยม บีฟ จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันพรีเมี่ยม บีฟ ได้ขยับจากธุรกิจเอสเอ็มอี ขนาดเล็กมาสู่ขนาดกลาง ด้วยรายได้ 25-30 ล้านบาทต่อเดือน โดยมากกว่า 50% มาจากการได้ร่วมงานกับแม็คโคร !”

ด้วยช่องทางแห่งโอกาสที่เขาและสมาชิกผู้เลี้ยงโคขุนในเมืองไทยได้รับ จนพัฒนาศักยภาพและมองเห็นเส้นทางการเติบโตชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น องค์ความรู้ทางด้านการตลาด โดยเฉพาะ ความต้องการของผู้บริโภคเนื้อ กุญแจสำคัญที่จะช่วยต่อยอดให้เอสเอ็มอีผลิตสินค้าได้ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม

“พรีเมี่ยม บีฟ ได้ผลิตสินค้าประเภทเนื้อวัวตัดแต่งคุณภาพจากโคขุนในประเทศ โดยเราค่อยๆ เรียนรู้ตลาด ความต้องการของผู้บริโภค ก็พัฒนากันมาเรื่อย อย่างช่วงแรกผู้บริโภคต้องการเนื้อวัวจากไม่กี่ชิ้นส่วน  แต่เมื่อเริ่มวางจำหน่ายที่แม็คโครภายใต้แบรนด์ โปรบุชเชอร์ แม็คโครก็เข้ามาช่วยด้านการจัดการ และร่วมกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคหันมานิยมเนื้อวัวในส่วนอื่นๆ มากขึ้น เราก็ปรับวิธีการตัดแต่ง เปลี่ยนขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสม กลายเป็นจุดแข็งที่เนื้อนำเข้าไม่สามารถทำได้ ประกอบกับราคาที่ดึงดูด ทำให้สินค้าจาก    พรีเมี่ยม บีฟ เติบโตอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีขายในแม็คโครมากกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ”

และไม่เพียงแค่ในประเทศไทย พรีเมี่ยม บีฟ ยังได้ส่งออกสินค้าไปขายยังภูมิภาคอาเซียน ผ่านสาขาของ แม็คโครใน เมียนมา และกัมพูชา ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคในท้องถิ่นด้วย

นับว่าเป็นหนึ่งในเอสเอ็มอี ที่เข้ามาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับแม็คโคร ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงในเครือข่ายมากกว่า 1,000 ครัวเรือน  สร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 10,000 - 20,000 บาทต่อตัว โดยร่วมกับแม็คโคร และหน่วยงานภาครัฐ อาทิ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ต่อยอดองค์ความรู้ต่างๆ พัฒนาระบบ รวมทั้งพัฒนาการเลี้ยงและการลงทุนด้านเครื่องจักรเพื่อให้มีมาตรฐาน 

โดยพรีเมี่ยม บีฟ  เลือกชูจุดเด่นที่แตกต่าง ก็คือพัฒนาคุณภาพเนื้อวัวตั้งแต่ต้นน้ำ นั่นคือ 1.สายพันธุ์เลือดผสมยุโรปตอบโจทย์เรื่องของความนุ่ม ชั้นไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อ 2.การใช้ธัญพืชในการเลี้ยงเพื่อให้ได้โปรตีนที่เหมาะสมกับช่วงวัยของวัว 3.ระยะเวลาขุนที่เหมาะสม 10-12 เดือน และ 4.วัวที่ใช้แปรสภาพจะมีอายุไม่เกิน 3 ปี ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่สายพันธุ์ไปจนถึงผู้เลี้ยง รวมทั้งพัฒนาเทคนิคการเพิ่มคุณภาพตามความต้องการของตลาด อาทิ การทำเนื้อดรายเอจ ที่กำลังเป็นกระแสนิยม

“สุริยศักดิ์” บอกเล่าถึงเป้าหมายที่เขาตั้งไว้ เมื่อครั้งตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากวิศวกร มาสู่เกษตรกร นั่นคือ “การผลักดันวงการเนื้อโคขุนไทยให้โดดเด่น มีเอกลักษณ์ คุณภาพดีไม่แพ้เนื้อนำเข้าจากต่างประเทศ” ซึ่งเป้าหมายนั้นกำลังแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ

ใครจะคิดว่า “โอกาส” ที่เอสเอ็มอี ธุรกิจรายเล็กได้รับ จะกลายเป็นความยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ของ พรีเมี่ยม บีฟ และเกษตรกรเครือข่ายอีกนับพัน 
QR code